การจัดการศึกษา

การจัดการศึกษา

  – การจัดการศึกษาระดับอนุบาล

        การจัดการศึกษาระดับอนุบาล เป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็ก มิใช่การ สั่งให้พร้อม  หรือ  เร่งให้พร้อม  ก่อนวัย แต่เป็นการพัฒนาเด็กตามศักยภาพอย่างเหมาะสม มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากการศึกษาระดับอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะ เด็กวัยนี้เป็นช่วงแห่งพัฒนาการของอนาคต ซึ่งเป็นวัยที่สำคัญ ต่อการวางรากฐานชีวิต บุคลิกภาพ และการพัฒนาสมอง

– ลักษณะการจัดการศึกษา

        เป็นการจัดการศึกษาเพื่อดูแลและสร้างเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญา โดยมุ่งเน้นไปที่

   – พัฒนาการเด็ก หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่ครูจัดขึ้นตรงตามระดับพัฒนาการตามวัยและครอบคลุม เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ โดยองค์รวม (พัฒนาการทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญา)
ใจเด็ก หมายถึง การเรียนการสอนที่ครูจัดขึ้น โดย คำนึงถึงความต้องการ ความสนใจตามวัย เพื่อให้เด็กมีความสุข และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้
อนาคตเด็ก หมายถึง การจัดการเรียนการสอน เพื่อ สร้างความพร้อมให้เด็กเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่า มีความสามารถ ปรับตัวเข้ากับสังคมและมีทักษะทางปัญญาตามวัย
– การจัดการศึกษา

        เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กวัยนี้ ต้องอาศัยความตระหนักของบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แก่

   – คุณพ่อ คุณแม่  (Viewing Parents) ซึ่งถือเป็นครู คนแรกและเป็นแบบอย่างให้แก่ลูก พ่อแม่เป็นบุคคลแรกที่ลูกรู้จัก เป็นผู้ปลูกฝังความคิดและพัฒนาบุคลิกภาพตลอดจนศักยภาพทางสังคม
คุณครู  (Feeling Teachers) เป็นแม่คนที่สอง ที่มีวิญญาณแห่งความเป็นครู ให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็ก แต่มิใช่ การตามใจ เป็นความรักที่กระทำอย่างมีเหตุผลไม่มากและไม่น้อยเกินไป
ผู้บริหาร  (Friendly Administrators) เป็นกัลยาณมิตร ที่มีความเข้าใจถึงความละเอียดอ่อน และเห็นความสำคัญต่อ การวางรากฐานของชีวิต พร้อมจะสนับสนุนให้การจัดการศึกษา ระดับอนุบาล มีคุณภาพสูงสุดต่อเด็ก ฉะนั้นการจัดการศึกษาที่ดีสำหรับเด็ก ก็ควรที่จะเหมาะกับวัย และเป็นไป อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก สรรค์สร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมภายนอกที่ร่มรื่น สะอาด ปลอดภัย รวมถึง การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนที่มี มุมการเรียนรู้  ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือก ได้เล่น ได้เรียนรู้ เพราะห้องที่เห็นว่า ห้องเล่น ของเด็กวัยนี้ก็คือ ห้องเรียนของพวกเขานั่นเอง

– มุมการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ

มุมบทบาทสมมติ  เช่น มุมบ้าน-มุมครัว มุมหมอ มุมร้านค้า เป็นต้น อันมีอุปกรณ์ และวัสดุ เช่น เสื้อผ้า เครื่องครัวถ้วยชาม ฯลฯ ที่เด็กจะได้เรียนรู้บทบาทสมมติของบุคคล และหน้าที่รับผิดชอบ
มุมวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ช่วยให้เด็ก ๆ จะได้ฝึกทักษะการสำรวจ ค้นหาการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากความสนใจของเด็กเอง วัสดุ อุปกรณ์ ที่เตรียมให้เช่น อ่างปลา เครื่องชั่งตวงวัด แว่นขยาย วัสดุธรรมชาติ ฯลฯ
มุมศิลปะ  ช่วยพัฒนาเรื่องของกล้ามเนื้อมือ ตลอดจนสายตา และการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ได้สร้างผลงานจากจินตนาการความรู้สึกนึกคิด ประกอบด้วยกิจกรรม การปั้น กิจกรรมสีน้ำ กิจกรรมสีเทียน กิจกรรมประดิษฐ์ ที่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้
มุมบล็อก  ช่วยให้เด็กจะได้เรียนรู้เรื่องโครงสร้าง และมิติสัมพันธ์ ได้คิดสร้างสรรค์ สถาปัตยกรรมจำลองจากมือเล็ก ๆ ของเด็ก
มุมหนังสือ  ช่วยให้เด็กจะได้ซึมซับถึงความสำคัญของการอ่าน อันเป็นรากฐานของการเรียนรู้ ค้นคว้า และเกิดจินตนาการที่งดงามจากการอ่านนิทานหรือหนังสือ ที่พวกเขาสนใจ

        การพัฒนาเด็ก ไม่ควรพรากการเล่นออกจากชีวิตของเขา เพราะ เด็กกับการเล่นเป็นของคู่กัน และเล่นคือการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า ท่านทรงเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กด้วยการเล่น และการใช้กิจกรรมพัฒนาพระโอรส และพระธิดาทุกพระองค์ ดังนี้คุณสุมาลัย ชุตินันท์ พระพี่เลี้ยง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล ได้กล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อพระชนมพรรษาประมาณ 2 ชันษาว่าตอน ทรงพระเยาว์จะอยู่ในที่ที่มีลูกกรงกั้น ทรงมีของเล่นเยอะมาก วันหนึ่งฉันคลานผ่านไป เป็นเวลาพักจะไม่มีคนเฝ้า เพราะสมเด็จพระชนนีไม่โปรด ท่านต้องการให้พักเพียงเงียบๆ หรือเล่นเงียบๆ เพื่อ ให้พระองค์เล็กๆ ใช้พระสติปัญญาว่าจะทรงต่อหรือเล่นอย่างไรกับของเล่น เป็นเรื่องของการฝึกพระสติปัญญาให้เป็นคนฉลาด และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ ทรงกล่าวว่า “พวกเราได้อยู่กลางแจ้งมาก ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ เวลานั้นอากาศวังสระปทุมยังบริสุทธิ์เพราะอยู่นอกเมือง เราจะใช้เวลาเล่นกัน เพราะแม่ถือว่าการเล่นเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเด็ก”
การจัดการศึกษาระดับอนุบาลที่สัมฤทธิ์ผล คือ ภาพสะท้อนทัศนคติ ที่เกิดขึ้นในหัวใจของเด็กว่า  โรงเรียน ของหนูน่าอยู่ หนูอบอุ่น ตั้งแต่ก้าวแรก หนูหายใจสะดวก อากาศบริสุทธิ์ มีที่ว่างให้หนูวิ่งเล่น ห้องเรียนของหนูน่าเรียนรู้ มีมุมการเรียนรู้ที่ท้าทายให้หนูคิดสร้างสรรค์ และหนูจะเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์ ทั้งร่างกายที่แข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองได้ มีเพื่อน รักเพื่อน รักครู และหนูก็พร้อมที่จะอ่าน เขียน ด้วยกำลังใจ ที่ได้รับจาก คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูที่ใจดีครับ/ค่ะ

– การเรียนการสอนแบบสองภาษา (Bilingual)

        การจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 2 ภาษา คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาทั้งสองได้เป็นอย่างดี นักเรียนจะมีครูชาวต่างชาติเจ้าของภาษา และครูไทยประจำชั้น คอยเอาใจใส่สอนวิชาตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ นักเรียนจึงได้เรียนวิชาต่าง ๆ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย นอกจากนั้นนักเรียนยังได้เรียนคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย เรียนว่ายน้ำ มีทัศนศึกษานอกสถานที่นักเรียนจะศึกษาและเข้าใจเรื่องราว ความรู้ ยุคใหม่ แบบอย่างของโลกตะวันตก บนพื้นฐานความงดงามของวัฒนธรรมและประเพณีของไทย

-โครงสร้างหลักสูตรสองภาษา (Billingual) ในแต่ละระดับชั้น

          ชั้นอนุบาล 1  อัตราส่วนการสอนระหว่างภาษาอังกฤษและภาษาไทยเท่ากับ 50 % : 50 % เนื้อหา ที่เรียน ครูผู้สอนจะจัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความสนใจของผู้เรียน รวมทั้งสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น จัดมุมต่าง = มุมบล็อก มุมเครื่องเล่นสัมผัส มุมเกมการศึกษา มุมศิลปะ มุมหนังสือ เพื่อให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมตามความสนใจ และครูจะเป็นผู้สังเกตและ ให้การสนับสนุนจัดกระบวนการเรียนการสอน ที่เอื้อต่อการพัฒนาความสามารถของผู้เรียน ให้เต็มตามศักยภาพและสอดคล้องเป็นไปตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้ในแต่ละ ระดับ โดยปรับผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และปรับบทบาทของครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก ช่วยเหลือ ชี้แนะ สนับสนุนและเอาใจใส่เด็กได้เรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ ด้วยวิธีการสอนที่เหมาะสมกับวัยส่งเสริมผู้เรียนให้สร้างองค์ความรู้โดย เรียนจากประสบการณ์จริง และกิจกรรมต่างๆที่เด็กได้สัมผัส ปฎิบัติด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจ
          ชั้นอนุบาล 2- ชั้นประถมปีที่ 1 อัตราส่วน 85 % : 15 % จากโครงสร้างหลักสูตรตามปกติในระบบสองภาษานั้น การจัดการเรียนการสอนจะเท่ากับ 50 : 50 ในรายวิชาหลัก ซึ่งในที่นี้หมายถึงวิชาคณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ, พลศึกษา, ศิลปะ และสปช. (ในระดับประถม) วิทยาศาสตร์และสังคม (ในระดับมัธยม) แต่เพื่อให้นักเรียนในระดับอนุบาล – ป.1 ได้มีทักษะทางการฟังและการพูดมากขึ้น ทางโรงเรียนจึงเพิ่มอัตราส่วนให้มากขึ้นกว่าเดิมคือ 85: 15 เพื่อให้ นักเรียนได้มีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเรียนระดับสูงต่อไป ถือเป็นบริการที่ทาง โรงเรียนจัดให้แก่นักเรียนโดยไม่ได้เพิ่มค่าใช้จ่ายอย่างใด
          ชั้นประถมปีที่ 2 อัตราส่วน 70 %: 30 %
          ชั้นประถมปีที่ 3-6  อัตราส่วน 50 %: 50 % ในระดับประถมนี้ จะมีการแยกรายวิชาเรียนชัดเจนขึ้น การเรียนทั้ง 2 ภาษาในวิชาหลัก ( ที่กล่าวข้างต้น) จะคิดเป็น 50: 50 โดยประมาณทั้งนี้เพราะ นักเรียนจะต้องได้รับการปูพื้นฐานในวิชาภาษาไทยให้มากขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการสอบต่อไป ในขณะที่ชั้นประถมปีที่ 2 ยังคงมีอัตราส่วนที่อยู่ในเกณฑ์สูงกว่าปกติเพื่อให้นักเรียนมีเวลาในการปรับตัวกับการเรียนภาษาไทยได้ดีขึ้น
          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 : อัตราส่วน 75: 25
          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3 : อัตราส่วน 60: 40 (ในรายวิชาหลัก)
          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 : อัตราส่วน 50: 50

 

          ชั้นมัธยม 1 และ 4 ถือเป็นพื้นฐานของระดับมัธยมต้น และมัธยมปลาย ทางโรงเรียนจึงมุ่งหวังให้นักเรียน เตรียมพร้อมสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษในระดับสูง เพื่อสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและสำหรับการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย
          ชั้นมัธยม 2 และ 3 นักเรียน บางคนอาจจะต้องเตรียมตัวสำหรับ การสอบเรียนต่อในระดับมัธยมปลายของโรงเรียนรัฐบาล นักเรียนจึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับวิชาในภาคภาษาไทยให้มากขึ้น เพื่อการสอบแข่งขันในอนาคต
          สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม 5 และ 6 ทุก คนต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทาง โรงเรียนจึงสนับสนุนให้นักเรียนได้รับความรู้ในภาคภาษาไทยอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันนักเรียนทุกคนยังคงได้เรียนภาษาอังกฤษจากคุณครูชาวต่างชาติ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะเมื่อนักเรียนเรียนจบชั้นสูงสุดของทางโรงเรียน คือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนจะมีทางเลือกทางการศึกษาต่อได้มากกว่า 1 ทาง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยระบบนานาชาติ หรือการศึกษาต่อในต่างประเทศ ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดโครงการพิเศษไว้ให้กับนักเรียนเช่นกัน

– หลักสูตรการศึกษา

          เป็นหลักสูตรที่กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ในการพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำหรับผู้เรียนทุกคนทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถปรับใช้ได้กับการศึกษาทุกรูปแบบ ทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ในส่วนของการจัดการศึกษาปฐมวัย กำหนดให้มีหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยเป็นการเฉพาะ เพื่อเป็นการสร้างเสริมพัฒนาการและเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมในการเข้า เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
          หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สถานศึกษานำไปใช้จัดการเรียนรู้ในสถาน ศึกษานั้น กำหนดโครงสร้างที่เป็นสาระการเรียนรู้ จำนวนเวลาอย่างกว้างๆ มาตรฐานการเรียนรู้ที่แสดงคุณภาพผู้เรียนเมื่อเรียนจบ 12 ปี และเมื่อจบการเรียนรู้แต่ละช่วงชั้นของสาระการเรียนรู้แต่ละกลุ่ม สถานศึกษาต้องนำโครงสร้างดังกล่าวนี้ไปจัดทำเป็นหลักสูตรสถานศึกษา โดยคำนึงถึงสภาพปัญหา ความพร้อม เอกลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ทั้งนี้สถานศึกษาต้องจัดทำรายวิชาในแต่ละกลุ่มให้ครบถ้วนตามมาตรฐานที่กำหนด
          สถานศึกษาต้องจัดสาระการเรียนรู้ให้ครบทั้ง 8 กลุ่มในทุกชั้น ให้เหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ และระดับพัฒนาการของผู้เรียน โดยในช่วงการศึกษาภาคบังคับ คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จัดหลักสูตรเป็นรายปี และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 จัดเป็นหน่วยกิต ดังนี้

 

     – ช่วงชั้นที่ 1 และ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 และปีที่ 4-6  การศึกษาระดับนี้เป็นช่วงแรกของการศึกษาภาคบังคับ หลักสูตรที่จัดขึ้นมุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาคุณภาพชีวิต กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม ทักษะพื้นฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ การคิดวิเคราะห์ การติดต่อสื่อสาร และพื้นฐานความเป็นมนุษย์ เน้นการบูรณาการอย่างสมดุลทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และวัฒนธรรม
     – ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3  เป็นช่วงสุดท้ายของการศึกษาภาคบังคับ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสำรวจความสามารถ ความถนัด ความสนใจของตนเอง และพัฒนาบุคลิกภาพส่วนตน พัฒนาความสามารถ ทักษะพื้นฐานด้านการเรียนรู้ และทักษะในการดำเนินชีวิต ให้มีความสมดุล ทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถเสริมสร้างสุขภาพส่วนตนและชุมชน มีความภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนใช้เป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ
     – ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะเฉพาะด้าน มุ่งปลูกฝังความรู้ ความสามารถ และทักษะในวิทยาการและเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ มุ่งมั่นพัฒนาตนและประเทศตามบทบาทของตน สามารถเป็นผู้นำ และผู้ให้บริการชุมชนในด้านต่างๆ   ลักษณะหลักสูตรในช่วงชั้นนี้จัดเป็นหน่วยกิต เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการจัดแผนการเรียนรู้ที่ตอบสนองความสามารถ ความถนัด ความสนใจ ของผู้เรียนแต่ละคนทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ

– เป้าหมายและผลที่คาดว่าจะได้รับ

     1. นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ และสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี
2. เด็กได้เรียนรู้ทั้งวิชาหลักเหมือนนักเรียนไทยทั่วไป และยังได้เรียนรู้เนื้อหาเดียวกัน แต่มากกว่าใน รายละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ
3. เด็กเกิดวุฒิภาวะของการรับผิดชอบต่อตนเองสูงสุดจากแนวการสอนแบบอารยประเทศ โดยครูเจ้าของ ภาษาและครูชาวไทยที่ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด
4. เยาวชนยังคงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมอันดีงามของไทย ควบคู่ไปกับความรอบรู้ด้านวิทยาการใหม่ๆ และมี โลกทัศน์ (World Vision) ที่กว้างขึ้น
5. ได้เยาวชนที่เป็นพลังของชาติ เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ มีความรู้กว้างไกล มีความรับผิดชอบ ต่อตนเอง สังคมและประเทศชาติ รักความสามัคคีและการทำงานเป็นหมู่คณะ ซึ่งจะเป็นกำลังที่สำคัญใน การพัฒนาประเทศสืบต่อไป